มหาเศรษฐีทั่วโลก พวกเขาอยู่ไหนลงทุนอะไรกัน


“ใครอยากเป็นเศรษฐี…ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ”
คำถามและคำตอบแบบไม่ได้เป็นแค่มุกตลก เพราะมีใครบ้างไม่อยากรวย ไม่อยากเป็นเศรษฐี ไม่อยากใช้ชีวิตสบายๆ โดยไม่ต้องเป็นห่วงอนาคตทางการเงิน

และกฎข้อหนึ่งของการเดินไปบนเส้นทางสู่ความมั่งคั่งคือ ถ้าอยากจะเป็นเศรษฐีก็ต้องคิดแบบเศรษฐี และที่สำคัญคือ ลงมือทำแบบเดียวกับที่เศรษฐีเขาทำกันซึ่งเชื่อได้เลยว่า ในโลกยุคปัจจุบันไม่มีมหาเศรษฐีคนไหนที่จะไม่ลงทุน

ในรายงาน The Wealth Report 2018 โดย Knight Frank ที่เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ทำให้รู้ว่า เมื่อปี 2560 ประเทศไทยมี “มหาเศรษฐี” ที่มีทรัพย์สินมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท) อยู่ทั้งหมด 770 คน จากทั้งหมด 129,730 คนทั่วโลก มากเป็นอันดับ 9 ของเอเชีย และได้รับการคาดหมายว่า ในปี 2565 จำนวนมหาเศรษฐีไทยจะเพิ่มอีก 210 คน เป็น 980 คน

จาก The Wealth Report2017 โดย Knight Frank ให้ข้อมูล “พอร์ตโฟลิโอ” ของมหาเศรษฐีทั่วโลกว่า พวกเขาแบ่งเงินไปลงทุนสินทรัพย์ประเภทไหน ในอัตราส่วนเท่าไร และพอมาถึงรายงานปีล่าสุดเปลี่ยนเป็นการสำรวจว่า 12 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนของเศรษฐีทั่วโลกมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างโดยสอบถามจากที่ปรึกษาทางการเงินของมหาเศรษฐีทั่วโลก

ในปีที่ผ่านมา มหาเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มการลงทุนใน “หุ้น” มากที่สุด 52% โดยมหาเศรษฐีชาวเอเชียลงทุนเพิ่มไปมากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น อยู่ที่ 78% รองลงมาเป็นทวีปอเมริกาเหนือ 65% ละตินอเมริกา 62% และถ้าประเมินจากผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในปี 2560 แล้ว ไม่ต้องแปลกใจที่ “คนรวยแล้วจะรวยขึ้นอีก”

อสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่อยู่อาศัย และที่พักเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อน ต่างได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมีการลงทุนเพิ่มถึง 40%

ขณะที่ตราสารหนี้กำลังลำบากเพราะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้การถือครองตราสารหนี้อายุยาวๆ มีโอกาสขาดทุนจากราคาซื้อขาย จึงน่าจะเป็นเหตุผลให้มหาแศรษฐีลงทุนเพิ่มเพียง 6% เช่นเดียวกับทองคำ ซึ่งมีมหาเศรษฐีลงทุนเพิ่มเพียงง 15% เท่านั้น และหันไปถือเงินสดมากขึ้นถึง เฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 29%

ของสะสม ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ, รถ, ไวน์ และอื่นๆ ยังคงได้รับความนิยมจากมหาเศรษฐีไม่มีเปลี่ยน ซึ่งใน 12 เดือนที่ผ่านมามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ มหาเศรษฐีในทวีปออสตราเลเชีย มีการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 53% และเฉลี่ยทั้งโลก อยู่ที่ 29% แต่เกือบครึ่งหนึ่งของมหาเศรษฐีในปัจจุบันนอกจากจะสะสมด้วยความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว ยังนับให้ของสะสมเป็นการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่า นอกจากจะสุขใจที่ได้เป็นเจ้าของแล้ว กำไรที่ได้ยังน่าชื่นใจอีกต่างหาก โดยเฉพาะงานศิลปะ ไวน์ และนาฬิกา ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 2560 เมื่อเทียวกับของสะสมประเภทอื่นๆ

ทำไมเราต้องมานั่งดู “พอร์ต” ของมหาเศรษฐีว่าเขาลงทุนอะไรกันบ้าง เพราะอยากให้เห็นว่า แม้แต่มหาเศรษฐี เวลาที่จะลงทุนยังต้อง “จัดสรรเงินลงทุน” เพื่อกระจายความเสี่ยง ในเวลาที่สินทรัพย์ประเภทไหนที่ประเมินแล้วว่า “จะทำกำไร” ต้องเพิ่มเงินลงทุนให้มากขึ้น และไปลดส่วนที่คิดว่า มีโอกาสจะขาดทุน โดยที่แต่ละคนไม่จำเป็นต้องจัดสรรเงิน หรือกระจายการลงทุนเหมือนๆ กัน

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้จาก “พอร์ตมหาเศรษฐี” คือ พวกเขาจะไม่ละทิ้งโอกาสการลงทุน แม้ว่า มันจะเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ โดยจะเห็นได้จากสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ไม่มีการพูดถึงในรายงานของปีก่อนหน้า นั่นคือ Cryptocurrency

ในปีที่ผ่านมา ซึ่งราคา Cryptocurrency บวกขึ้นหลายเท่าตัว มหาเศรษฐีทั่วโลกมีสัดส่วนการลงทุน Cryptocurrency เพิ่มขึ้นถึง 16% (ทวีปที่มีการลงทุนเพิ่มมากที่สุดคือ ละตินอเมริกา 33% รองมาเป็นรัสเซียและเครือรัฐเอกราช มีการลงทุนเพิ่ม 27% และแอฟริกา 24%)

แม้ว่า วันนี้เราจะยังไม่รู้ว่า ในรายงาน The Wealth Report 2019 พอร์ตของมหาเศรษฐีของโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร จะมีมหาเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นกี่คน แต่วันนี้เราสามารถทำอย่างที่มหาเศรษฐีทำได้ นั่นคือ การลงทุน โดยกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย แต่จะต้องมีส่วนผสมของสินทรัพย์อะไรในสัดส่วนเท่าไร แนะนำให้มองหา “ที่ปรึกษาการลงทุน”

แล้วเราจะเปลี่ยนจาก “ใครอยากเป็นเศรษฐี” มาเป็น “ใครกำลังจะเป็นเศรษฐี…ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ”

แหล่งที่มา

หนังสือ การเงินธนาคาร ปี 2561 ฉบับที่ 432
อ่านต่อ