หลักสูตรความสำเร็จลงทุนผ่านกองทุนรวม


การวางแผนการลงทุนอย่างเหมาะสม มีเป้าหมายที่ชัดเจน รู้จักความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ แล้วจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาการลงทุนทั้งดี และไม่ดีไปได้จนถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

สวัสดีปีใหม่ปี 2561 หวังว่าทุกท่านจะได้พักผ่อน สนุกสนานกับวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอย่างเต็มที่ ซึ่งผมก็หวังว่าปีใหม่ปีนี้จะยังเป็นปีที่ดีสำหรับการลงทุนของเราต่อไปอีกปี

แต่ก่อนที่เราจะเข้าสู่การลงทุนกองทุนรวมในปีใหม่นี้ ฉบับนี้ผมขอย้อนความไปดูกันก่อนว่า สำหรับกองทุนรวมนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในปี 2560 ที่ผ่านไป แล้วเราได้เรียนรู้อะไรกันบ้างกับการลงทุนในกองทุนรวมในปีที่ผ่านมา ผมจะขอสรุปภาพการลงทุนในกองทุนรวมปี 2560 นี้ เพื่อให้เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์การลงทุนในกองทุนรวมกัน

สำหรับส่วนตัวผมเองนั้น ก่อนอื่นผมต้องขอบอกเลยว่าปีที่ผ่านไปนั้นถือเป็นปีที่ค่อนข้างจะพิเศษ และ Surprise ผมมากอีกปีหนึ่ง เหตุผลก็เพราะว่าตลาดหุ้นทั่วโลกนั้นต่างพร้อมใจกันปรับตัวขึ้นทำ New High ใหม่กันอย่างต่อเนื่อง

เรียกได้ว่าใครลงทุนกองทุนหุ้น ไม่ว่าจะหุ้นไทย หรือหุ้นต่างประเทศตั้งแต่ต้นปี ผ่านมาจนถึงสิ้นปีน่าจะกำไรกันทั่วหน้าไม่มากก็น้อย ทั้งที่ถ้าเรามองย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปีก่อนหน้านั้น (2559) นักวิเคราะห์หลายๆ สำนักยังค่อนข้างกังวลกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในหลายประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งใหญ่ครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในยุโรป การดำเนินการที่จะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ หรือการก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดูจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ รวมถึงเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณคาบสมุทรเกาหลีที่ยังปะทุขึ้นมาเป็นระยะ

แต่สิ่งที่เราอาจจะเรียนรู้ได้จากสถานการณ์นี้คือ เราอาจจะมีความคาดหวังต่อตลาดที่อยู่ในระดับต่ำ หรือกลัวมากจนเกินไปก็เป็นได้ ทำให้เมื่อตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาจริงนั้นกลับออกมาดีกว่าที่คิดกัน รวมถึงตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีเกินคาด ตลาดหุ้นทั่วโลกจึงพร้อมใจกันวิ่งขึ้นเป็นกระทิงเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ไม่ควรที่จะหลงระเริงไปกับผลตอบแทนที่ได้รับในช่วงที่ผ่านมา จนลืมความสำคัญของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ในเชิงมูลค่าก่อนที่จะตัดสินใจในการลงทุน

เอาละครับเกริ่นกันมายาวแล้วผมขอกลับมาดูกันสักนิดว่า มีกองทุนหุ้นกองไหนบ้างที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา แล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากกองทุนเหล่านี้บ้าง โดยกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้แก่ “กองทุนหุ้นจีน” ซึ่งผมต้องขอบอกเลยว่า ปีที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นปีทองของหุ้นจีนอย่างแท้จริงหลังจากที่เศรษฐกิจจีนสามารถฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด โดยได้รับแรงหนุนหลักจากภาคการบริโภคและบริการภายในประเทศ รวมไปถึงภาคการส่งออกที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

โดยรัฐบาลจีนนั้นยังคงเน้นที่จะใช้นโยบาย Rebalancing จากเดิมที่เศรษฐกิจจีนพึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐและการส่งออกเป็นหลัก เปลี่ยนเป็นเน้นพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศและสนับสนุนให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแทนเพื่อการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว

สำหรับกองทุนหุ้นจีนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้แก่ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสไชน่า (ASP-CHINA) ตามมาด้วยกองทุนเปิดทหารไทย China Opportunity (TMBCOF) และกองทุนเปิดกรุงศรีเกรทเทอร์ไชน่าอิควิตี้เฮดจ์ปันผล (KF-HCHINAD) ทั้ง 3 กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี จนถึงเกือบจะสิ้นปี 2560 ได้เกินกว่า 40% (ใช้ NAV กองทุน ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มเขียนบทความ)

ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจีนเองเริ่มที่จะชะลอตัวลงไปบ้างในช่วงไตรมาส 3 ไตรมาส 4 ที่ผ่านมาหลังจากที่รัฐบาลจีนได้ใช้นโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินภาคธุรกิจที่มีปริมาณสูง แต่ถ้าเรามองในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง และการที่รัฐบาลจีนหันมาให้ความสำคัญกับการเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ ทำให้ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นจีนในระยะยาวนั้นยังน่าสนใจที่จะลงทุนอยู่

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นจีนในปัจจุบันยังซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ด้วย ทั้งๆ ที่หลายปีก่อนหน้านั้นกองทุนหุ้นจีนอาจจะทำให้ใครหลายคนผิดหวังกันไม่มากก็น้อย ถ้าดูผลตอบแทนก่อนหน้านั้นในปี 2559 และ 2558 ส่วนใหญ่ออกมาติดลบกันด้วยซ้ำ

นั่นทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การเอาความรู้สึก ประสบการณ์ในอดีต เอามาวัดว่า กองทุนนั้น หรือกองทุนนี้ น่าลงทุนหรือไม่นั้น คงจะไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ให้เราได้พิจารณากันอีกหลายปัจจัย ที่บางครั้งอาจจะไม่ได้อธิบายกันได้ด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องไปดูถึงปัจจัยพื้นฐานและคุณภาพของการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงมูลค่าที่ควรจะเป็น และความคาดหวังด้วย

อีกเรื่องที่เราสามารถเรียนรู้ได้คือ ถ้าเรามองย้อนกลับไปยังตลาดหุ้นไทยช่วงต้นปีนั้น ผมว่ามีน้อยคนนักที่คิดว่า SET Index จะสามารถทะลุ 1600 จุด และจะมาไกลได้ถึง 1700 จุด ในช่วงปลายปี 2560 เพราะต่างก็ไม่เห็นปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

แต่ด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ดีกว่าที่คาดไว้ และความคาดหวังกับตลาดหุ้นที่ไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเห็นแนวโน้มที่ดี ก็ไม่ยากครับที่จะทำให้ตลาดหุ้นกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง กองทุนหุ้นไทยในปีนี้ถือว่าทำผลงานกันได้ดีกันมากๆ แทบจะหากองทุนที่ติดลบเรียกว่านับกองได้เลย และส่วนใหญ่เกินครึ่งก็ทำผลตอบแทนออกมาได้ดีกว่าตลาดฯ ด้วยซ้ำ

สิ่งที่น่าเสียดายคือ หลายคนพลาดไม่ได้ลงทุนกัน โดยเฉพาะนักลงทุน LTF ที่ผมว่าเป็นอีกปีที่ต้องบอกว่าเสียดายที่ไม่ได้ซื้อตั้งแต่ต้นปี หรือเสียดายที่ไม่ได้ทำ DCA ใน LTF ตั้งแต่แรก พอมาซื้อกันปลายปีเลยต้องซื้อของแพงกันไปอีกปี

เรื่องนี้จริงๆ เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์กันมาหลายปีแล้วว่า การลงทุนแบบ DCA ใน LTF นั้น เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการซื้อปลายปี เมื่อดูจากสถิติที่ผ่านๆ มาก็จะเห็นได้ว่า ตลาดหุ้นปลายปีมักจะไม่ใช่เวลาที่ดีสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเท่าไรนัก ดังนั้น การวางแผนการลงทุนใน LTF แต่เนินๆ จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง (ถ้าอยากเริ่มวางแผนการลงทุน LTF กันตั้งแต่ต้นปี ลองกลับไปอ่านบทความฉบับเดือนสิงหาคม 2560 ดู จะได้ไม่พลาดเหมือนปีที่ผ่านมาครับ)

สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีหน้า ปี 2561 นั้น ผมยังมองว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมนั้นเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ โดยเห็นได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศที่ยังสามารถที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อเองก็ไม่ได้เร่งตัวจนน่ากลัว ส่วนอัตราการว่างงานในหลายประเทศก็อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์เมื่อช่วงปี 2008 เลยทีเดียว

นอกจากนี้ เราจะเห็นได้เราจะเห็นได้ว่าธนาคารกลางของหลายประเทศเองก็เริ่มที่จะลดการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายและเริ่มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกันบ้างแล้ว ซึ่งช่วยตอกย้ำว่า เศรษฐกิจโลกได้ผ่านช่วงที่ยากลำบากไปแล้วและกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัว

อย่างไรก็ตาม นอกจากการดูที่ปัจจัยพื้นฐานแล้ว ต้องอย่าลืมที่จะวิเคราะห์ในเชิงมูลค่าด้วยครับ เพราะหลายตลาดนั้นถึงแม้ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะดี แต่ถ้าระดับราคาแพงเกินไปก็ถือว่าไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปลงทุน สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านวางแผนการลงทุนให้ดี อย่าใช้แค่อารมณ์ หรือดูแต่เพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียว

การวางแผนการลงทุนอย่างเหมาะสม มีเป้าหมายที่ชัดเจน รู้จักความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ แล้วจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาการลงทุนทั้งดี และไม่ดีไปได้จนถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

แหล่งที่มา

หนังสือ การเงินธนาคาร ปี 2561 ฉบับที่ 429

 

อ่านต่อ