เช็กลิสต์บำเหน็จบำนาญไทย ใช้สิทธิเต็มที่มีคนช่วยออม


ถ้าเป็นเรื่องการส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณ รับรองว่าประเทศไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ เพราะคนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับ “เงินสนับสนุน” จากภาครัฐ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และยังได้ตั้งแต่วันที่ยังไม่ได้เกษียณ เพียงแค่ “ใช้สิทธิ”

แต่เวลาที่มองกันทีละจุด ทีละหน่วยงาน ก็จะเหมือน “ตาบอดคลำช้าง” เพราะฉะนั้น จึงต้องเอา “ช้างทั้งตัว” มากางดูกันให้เห็นชัดๆ ว่า ระบบบำเหน็จบำนาญของประเทศไทยมีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง และจะได้เตรียมตัวไปใช้สิทธิกันให้เต็มที่ แล้วเมื่อถึงวันที่ต้องเป็นผู้สูงวัยใน Aging Society เราจะ Good Living กันทุกคน

นอกจาก “สวัสดิการชราภาพ” ซึ่งเป็นฐานรากของระบบ โดยรัฐมีหน้าที่ควักกระเป๋าให้กับคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทั้งในรูปแบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600-1,000 บาท (เว้นแต่ว่าจะสละสิทธิ) และบำเหน็จบำนาญให้กับข้าราชการเกษียณ

ในระบบบำเหน็จบำนาญของไทย ยังแบ่งได้อีก 2 กลุ่มใหญ่คือ การออมภาคบังคับ และ การออมภาคสมัครใจ ครอบคลุมทั้งแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบ

บังคับออม รัฐช่วยเพิ่มเงิน

ต้องขอบคุณระบบการออมภาคบังคับ เพราะถ้าไม่บังคับให้มนุษย์เงินเดือน ลูกจ้างประจำ ส่งเงินเข้าเข้ากองทุนประกันสังคม ก็คงไม่มีโอกาสได้บำเหน็จ หรือบำนาญจากประกันสังคม เช่นเดียวกับข้าราชการที่ต้องเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แต่ถึงจะเรียกว่า “ภาคบังคับ” แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้เราออมแต่ฝ่ายเดียว นายจ้างและรัฐบาลยังจะช่วยออมให้อีกส่วนหนึ่งด้วย

      • กองทุนประกันสังคม เงินที่ลูกจ้างส่งเงินเข้ากองทุนกันไปเดือนละ 5% ของค่าจ้างจะถูกแบ่งออกไปออมไว้เพื่อการชราภาพ 3% ของค่าจ้าง นายจ้างก็จะสมทบให้ 3% ของค่าจ้าง และรัฐบาลสมทบให้อีก 1% ของค่าจ้าง
      • สมาชิก กบข. ก็เริ่มต้นที่ 3% เช่นกัน แต่จะสะสมเพิ่มขึ้นกว่านี้ก็ได้ โดยสามารถสะสมได้สูงสุด 15% ของเงินเดือน ในขณะที่รัฐจะสมทบและชดเชยให้ 3% และ 2% ของเงินเดือน
      • กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน หรือ ชื่อเต็มๆ ว่า กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน สมาชิกกองทุนจะต้องส่งเงินสะสม 3% ของเงินเดือน นายจ้างสมทบให้ 3% และรัฐสมทบให้อีก 6% ของเงินเดือน

รัฐจูงใจช่วยให้ออมเอง

ถ้าใช้แนวคิด “ระบบการออมหลายเสาหลัก” ของธนาคารโลก (World Bank) แล้ว ถ้ามีแต่กลุ่มการออมภาคบังคับ จะยังไม่ครบ 3 เสาหลัก เพราะมีเพียงเสาหลักที่ 1 ประกันสังคมขั้นพื้นฐาน และ เสาหลักที่ 2 ระบบบำเหน็จบำนาญภาคการจ้างงาน ยังขาดเสาหลักที่ 3 การออมภาคสมัครใจ ที่จะมา “เติมเต็ม” ระบบบำเหน็จบำนาญไทย

ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ลูกจ้างประจำ ที่อยู่ในบริษัทที่มี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ซึ่งไม่มีใครบังคับให้สมัคร แต่แนะนำว่า สมัครเถอะของดี ไม่ได้มีกันทุกบริษัท เพราะนอกจากจะออมด้วยตัวเองในอัตรา 2-15% ของเงินเดือน นายจ้างยังช่วยสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง

แต่ถ้าทำอาชีพอิสระ เป็นงานแรงงานนอกระบบ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า รับจ้างทั่วไป ไม่มีนายจ้างไม่ต้องน้อยใจ เพราะยังสามารถออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ที่นอกจากออมเองด้วยจำนวนเงินเล็กๆ น้อยๆ แล้ว รัฐยังช่วยสมทบให้อีกส่วนหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครทำอาชีพอะไร ถ้าเช็กลิสต์แล้วพบว่า “เกษียณยังไม่สบาย” สามารถออมเพิ่มได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการออมกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ประกันชีวิต หรือ ประกันชีวิตแบบบำนาญก็ได้ เพราะรัฐบาลใจดีช่วยสนับสนุนให้สิทธิประโยชน์ภาษี

มีคนช่วยออมแบบนี้ อย่าลืมไปเช็กลิสต์แล้วใช้สิทธิให้ครบกันดีกว่า

แหล่งที่มา

หนังสือ การเงินธนาคาร ปี 2561 ฉบับที่ 432
อ่านต่อ